ความหมายของระบบเครือข่ายNetwork System คือ การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไป เข้ากันด้วย
สายเคเบิล หรือสื่ออื่นๆ ที่ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถรับส่งข้อมูลแก่กันและกันได้ในกรณีที่
เป็นการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์หลายๆเครื่องเข้ากับคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่
เป็นศูนย์กลาง เรียกว่า โฮสต์ (Host) และเรียกคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่เข้ามาเชื่อมต่อว่า
ไคลเอนต์(Client)
ข้อมูล และทรัพยากรร่วมกัน ระบบเครือข่ายสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ด้วยกันคือ
1. LAN (Local Area Network) คือ ระบบเครื่องข่ายท้องถิ่น เป็น
เน็ตเวิร์กในระยะทางไม่เกิน 10 กิโลเมตร ไม่ต้องใช้โครงข่ายการ
สื่อสารขององค์การโทรศัพท์ จะเป็นระบบเครือข่ายที่อยู่ภายในอาคาร
เดียวกันหรือในระยะใกล้ๆ
เน็ตเวิร์กในระยะทางไม่เกิน 10 กิโลเมตร ไม่ต้องใช้โครงข่ายการ
สื่อสารขององค์การโทรศัพท์ จะเป็นระบบเครือข่ายที่อยู่ภายในอาคาร
เดียวกันหรือในระยะใกล้ๆ
2. MAN (Metropolitan Area Network) คือ ระบบเครือข่ายเมือง
ห่างไกลกันในช่วง 5-50 กิโลเมตร เป็นเน็ตเวิร์กที่จะต้องใช้โครงข่าย
การสื่อสารขององค์การโทรศัพท์ หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทย
เป็นการติดต่อกันในเมือง
ห่างไกลกันในช่วง 5-50 กิโลเมตร เป็นเน็ตเวิร์กที่จะต้องใช้โครงข่าย
การสื่อสารขององค์การโทรศัพท์ หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทย
เป็นการติดต่อกันในเมือง
3. WAN (Wide Area Network) คือ ระบบเครือข่ายกว้างไกล หรือ
เรียกได้ว่าเป็น World Wide ของระบบเน็ตเวิร์ก โดยจะเป็นการ
สื่อสารในระดับประเทศ ข้ามทวีปหรือทั่วโลก จะต้องใช้มีเดีย
ในการสื่อสารขององค์การโทรศัพท์ หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทย
(คู่สายโทรศัพท์ dial-up / คู่สายเช่า Leased line / ISDN)
(lntegrated Service Digital Network สามารถส่งได้ทั้งข้อมูล เสียง
และภาพในเวลาเดียวกัน)
เรียกได้ว่าเป็น World Wide ของระบบเน็ตเวิร์ก โดยจะเป็นการ
สื่อสารในระดับประเทศ ข้ามทวีปหรือทั่วโลก จะต้องใช้มีเดีย
ในการสื่อสารขององค์การโทรศัพท์ หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทย
(คู่สายโทรศัพท์ dial-up / คู่สายเช่า Leased line / ISDN)
(lntegrated Service Digital Network สามารถส่งได้ทั้งข้อมูล เสียง
และภาพในเวลาเดียวกัน)
1.Peer to Peer Network : เป็นลักษณะของกลุ่มคอมพิวเตอร์ที่ไม่มี
เครื่องใดมีหน้าที่ดูแลจัดการระบบทั้งหมด
2. Client-Server : ในกรณีที่องค์กรของเรามีผู้ใช้เครื่องมากกว่า
15-20 เครื่อง ระบบเน็ตเวิร์คแบบ Peer to Peer จะไม่เหมาะสม
ควรเลือกใช้ระบบ client-server เพราะมีความสามารถในการดูแล
ควบคุมการใช้งานของระบบเน็ตเวิร์คที่มีผู้ใช้จานวนมากได้ดีกว่า
อุปกรณ์ที่ใช้ในระบบเครือข่าย 1.โมเด็ม (Modem) : เป็นฮาร์ดแวร์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณ
แอนะล็อกให้เป็นสัญญาณดิจิตัล เมื่อข้อมูลถูกส่งมายังผู้รับละแปลง
สัญญาณดิจิตัลให้เป็นแอนะล็อก เมื่อต้องการส่งข้อมูลไปบนช่อง
สื่อสาร กระบวนการที่โมเด็มแปลงสัญญาณดิจิตัลให้เป็นสัญญาณแอ
นะล็อก เรียกว่า มอดูเลชัน (Modulation)
2. การ์ดเครือข่าย (Network Adapter) หรือ การ์ด LAN :
เป็นอุปกรณ์ทำหน้าที่สื่อสารระหว่างเครื่องต่างกันได้ไม่จำเป็นต้อง
เป็นรุ่นหรือยี่ห้อเดียวกัน ควรเป็น การ์ดแบบ PCI เพราะสามารถส่ง
ข้อมูลได้เร็วกว่าแบบ ISAและเมนบอร์ดรุ่นใหม่ๆมักจะไม่มี Slot ISA
ควรเป็นการ์ดที่มีความเร็วเป็น 100 Mbps ซึ่งจะมีราคามากกว่าการ์ด
แบบ 10 Mbps ไม่มากนัก แต่ส่งขอมูลได้เร็วกว่า
3.เกตเวย์ (Gateway) : เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกอย่างหนึ่งที่
ช่วยในการสื่อสารข้อมูลคอมพิวเตอร์หน้าที่หลักคือช่วยให้เครือข่าย
คอมพิวเตอร์ 2 เครือข่ายหรือมากกว่า ซึ่งมีลักษณะไม่เหมือนกัน
สามารถติดต่อสื่อสารกันได้เหมือนเป็นเครือข่ายเดียวกัน
เป็นอุปกรณ์ทำหน้าที่สื่อสารระหว่างเครื่องต่างกันได้ไม่จำเป็นต้อง
เป็นรุ่นหรือยี่ห้อเดียวกัน ควรเป็น การ์ดแบบ PCI เพราะสามารถส่ง
ข้อมูลได้เร็วกว่าแบบ ISAและเมนบอร์ดรุ่นใหม่ๆมักจะไม่มี Slot ISA
ควรเป็นการ์ดที่มีความเร็วเป็น 100 Mbps ซึ่งจะมีราคามากกว่าการ์ด
แบบ 10 Mbps ไม่มากนัก แต่ส่งขอมูลได้เร็วกว่า
![]() |
| การ์ด LAN |
ช่วยในการสื่อสารข้อมูลคอมพิวเตอร์หน้าที่หลักคือช่วยให้เครือข่าย
คอมพิวเตอร์ 2 เครือข่ายหรือมากกว่า ซึ่งมีลักษณะไม่เหมือนกัน
สามารถติดต่อสื่อสารกันได้เหมือนเป็นเครือข่ายเดียวกัน
ตัวเชื่อมโยงให้เครือข่ายที่มีขนาดหรือมาตรฐานในการส่งข้อมูลต่าง
กัน สามารถติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ เราเตอร์จะทำงาน
อยู่ชั้น Network หน้าที่ของเราเตอร์ก็คือ ปรับโปรโตคอล (Protocol)
(โปรโตคอลเป็นมาตรฐานในการสื่อสารข้อมูล บนเครือข่าย
คอมพิวเตอร์) ที่ต่างกันให้สามารถสื่อสารกันได้
5. บริดจ์ (Bridge) : มีลักษณะคล้ายเครื่องขยายสัญญาณ บริดจ์จะ
ทำงานอยู่ในชั้น Data Link บริดจ์ทำงานคล้ายเครื่องตรวจตำแหน่ง
ของข้อมูล โดยบริดจ์จะรับข้อมูล จากต้นทางและส่งให้กับปลายทาง
โดยที่บริดจ์จะไม่มีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงใดๆแก่ข้อมูล บริดจ์
ทำให้การเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายมีประสิทธิภาพลดการชนกัน ของ
ข้อมูลลง บริดจ์จึงเป็นสะพานสำหรับข้อมูลสองเครือข่าย
![]() |
| Router |
5. บริดจ์ (Bridge) : มีลักษณะคล้ายเครื่องขยายสัญญาณ บริดจ์จะ
ทำงานอยู่ในชั้น Data Link บริดจ์ทำงานคล้ายเครื่องตรวจตำแหน่ง
ของข้อมูล โดยบริดจ์จะรับข้อมูล จากต้นทางและส่งให้กับปลายทาง
โดยที่บริดจ์จะไม่มีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงใดๆแก่ข้อมูล บริดจ์
ทำให้การเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายมีประสิทธิภาพลดการชนกัน ของ
ข้อมูลลง บริดจ์จึงเป็นสะพานสำหรับข้อมูลสองเครือข่าย
![]() |
| Bridge |
6. รีพีตเตอร์ (Repeater) : เป็นเครื่องทบทวนสัญญาณข้อมูลในการ
ส่งสัญญาณข้อมูลในระยะทางไกลๆสำหรับสัญญาณแอนะล็อกจะต้อง
มีการขยายสัญญาณข้อมูลที่เริ่มเบาบางลงเนื่องจากระยะทาง และ
สำหรับสัญญาณดิจิตัลก็จะต้องมีการทบทวนสัญญาณเพื่อป้องกันการ
ขาดหายของสัญญาณเนื่องจากการส่งระยะทางไกลๆเช่นกัน
รีพีตเตอร์จะทำงานอยู่ในชั้น Physical
7. สายสัญญาณ : เป็นสายสำหรับเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆ
ในระบบเข้าด้วยกัน หากเป็นระบบที่มีจำนวนเครื่องมากกว่า 2 เครื่องก็
จะต้องต่อผ่านฮับอีกทีหนึ่ง โดยสายสัญญาณสำหรับเชื่อมต่อเครื่อง
ในระบบเครือข่าย จะมีอยู่ 2 ประเภท คือ
- สาย Coax มีลักษณะเป็นสายกลม คล้ายสายโทรทัศน์ ส่วนมากจะเป็นสีดำสายชนิดนี้จะใช้กับ
การ์ด LAN ที่ใช้คอนเน็กเตอร์แบบ BNC สามารถส่งสัญญาณได้ไกลประมาณ 200 เมตร สายประเภทนี้
จะต้องใช้ตัว T Connector สำหรับเชื่อมต่อสายสัญญาณกับการ์ด LAN ต่างๆในระบบ และต้องใช้ตัว
Terminator ขนาด 50 โอห์ม สำหรับปิดหัวและท้ายของสาย
![]() |
| สาย Coax |
- สาย UTP (Unshied Twisted Pair) เป็นสายสำหรับการ์ด LAN ที่ใช้คอนเน็กเตอร์แบบ
RJ-45 สามารถส่งสัญญาณได้ไกลประมาณ 100 เมตร ในกรณีเป็นการเชื่อมต่อเครื่อง 2 เครื่องสามารถ
ใช้ต่อผ่านสายเพียงเส้นเดียได้แต่ถ้ามากกว่า 2 เครื่อง ก็จำเป็นต้องต่อผ่านฮับ
![]() |
| สาย UTP |
8. ฮับ (HUB) : เป็นอุปกรณ์ช่วยกระจ่ายสัญญาณไปยังเครื่องต่างๆที่
อยู่ในระบบ หากเป็นระบบเครือข่ายที่มี 2 เครื่องก็ไม่จำเป็นต้องใช้ฮับ
สามารถใช้สายสัญญาณเชื่อมต่อ ถึงกันได้โดยตรง แต่หากเป็นระบบ
ที่มีมากกว่า 2 เครื่องจำเป็นต้องมีฮับเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ใน
การเลือกซื้อฮับควรเลือกฮับที่มีความเร็วเท่ากับความเร็ว ของการ์ด
![]() |
| HUB |
โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์(TOPOLOGY) 1. โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบบัส (Bus topology)
ประกอบด้วย สายส่งข้อมูลหลัก ที่ใช้ส่งข้อมูลภายในเครือข่าย เครื่อง
คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง จะเชื่อมต่อเข้ากับสายข้อมูลผ่านจุดเชื่อม
ต่อ เมื่อมีการส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์หลายเครื่องพร้อม
กัน จะมีสัญญาณข้อมูลส่งไปบนสายเคเบิ้ล และมีการแบ่งเวลาการใช้
สายเคเบิ้ลแต่ละเครื่อง
ข้อดีของการเชื่อมต่อแบบบัส คือ ใช้สื่อนำข้อมูลน้อย ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่าย
ข้อเสียของการเชื่อมต่อแบบบัส คือ การตรวจจุดที่มีปัญหา กระทำได้ค่อนข้างยาก และถ้ามีจำนวน
เครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายมากเกินไป จะมีการส่งข้อมูลชนกันมากจนเป็นปัญหา
2. โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบวงแหวน (Ring topology)
มีการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์โดยที่แต่ละการเชื่อมต่อจะมี
ลักษณะเป็นวงกลม การส่งข้อมูลภายในเครือข่ายนี้ก็จะเป็นวงกลม
ด้วยเช่นกัน ทิศทางการส่งข้อมูลจะเป็นทิศทางเดียวกันเสมอ จาก
เครื่องหนึ่งจนถึงปลายทาง ในกรณีที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใด
เครื่องหนึ่งขัดข้อง การส่งข้อมูลภายในเครือข่ายชนิดนี้จะไม่สามารถ
ทำงานต่อไปได้
ข้อดีของโครงสร้าง เครือข่ายแบบวงแหวน คือ ใช้สายเคเบิ้ลน้อย
3. โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบดาว (Star topology)
ภายในเครือข่ายคอมพิวเตอร์จะต้องมีจุดศูนย์กลางในการควบคุมการ
เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์หรือ ฮับ การสื่อสารระหว่างเครื่อคอมพิวเตอร์
ต่างๆ จะสื่อสารผ่านฮับก่อนที่จะส่งข้อมูลไปสู่เครื่องคอมพิวเตอร์
เครื่องอื่นๆ
ข้อดีของโครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ แบบดาว คือ ถ้าต้องการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ก็สามารถทำได้ง่ายและไม่กระทบต่อเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ ในระบบ
ข้อเสียของโครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ แบบดาว คือ ค่าใช้จ่ายในการใช้สายเคเบิ้ลจะค่อนข้างสูง และเมื่อฮับไม่ทำงาน การสื่อสารของคอมพิวเตอร์ทั้งระบบก็จะหยุดตามไปด้วย









